| โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ไข้หวัดนก (Avian influenza)
จากสถานการณ์การระบาดของโรคในไก่รวมถึงไข้หวัดนก (Avian influenza) ในขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคในคนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ และได้ประสานงานกับกรมปศุสัตว์ ซึ่งเข้าดำเนินการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ที่เกิดการระบาดทุกแห่งแล้ว รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการนำไก่ป่วยหรือตายออกจำหน่ายในท้องตลาดอย่างเด็ดขาด ในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปมีความเสี่ยงน้อยต่อการติดโรค การรับประทานไก่และไข่ที่ปรุงสุกไม่ทำให้ติดโรค จึงไม่ควรตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากโรคไข้หวัดนก กระทรวงสาธารณสุขขอแนะนำความรู้เรื่องโรคและแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
ความรู้เรื่องโรคไข้หวัดนก
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคติดต่อของสัตว์ประเภทนก ตามปกติโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคอาจติดเชื้อได้ มีรายงานการเกิดโรคในคนเป็นครั้งแรกในปี 2540 เมื่อเกิดโรคระบาดของสัตว์ปีกในฮ่องกง โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ ที่พบในนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพร่มายังสัตว์ปีกในฟาร์ม คนติดโรคได้โดยการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย เชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วย อาจติดมากับมือ และเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา ทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีระยะฟักตัว 1 ถึง 3 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอาจมีภูมิคุ้มกันไม่ดี และมีอาการรุนแรงได้ โดยจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก เนื่องจากปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก ผู้ที่ฆ่าหรือชำแหละสัตว์ปีก ในพื้นที่ที่เกิดโรคไข้หวัดนกระบาด โรคไข้หวัดนกต่างจากไข้หวัดใหญ่ กล่าวคือ ในปัจจุบันยังไม่พบผู้ป่วยจากการติดต่อของไข้หวัดนกจากคนสู่คน
แนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก
ผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่
1. เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร การบริโภคเนื้อสัตว์ รวมทั้งเนื้อไก่และไข่ไก่ โดยทั่วไปจึงควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนมา ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือพยาธิ จะถูกทำลายไปด้วยความร้อน
2. เนื้อไก่และไข่ไก่ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดในขณะนี้ ถือว่ามีความปลอดภัย สามารถบริโภคได้ตามปกติ แต่ต้องรับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น งดการประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ
3. เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่
ผู้ประกอบอาหาร
ประกอบอาหารทั้งเพื่อการจำหน่ายและแม่บ้านที่เตรียมอาหารในครัวเรือน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อจากอาหาร กระทรวงสาธารณสุขขอเน้นการป้องกัน ดังนี้
1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐาน หรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ เช่น มีเนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น สำหรับไข่ ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่ ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด
2. ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา และปาก และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจับต้องเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และเปลือกไข่ที่มีมูลสัตว์เปื้อน 3. ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่ และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะ ไม่ใช้เขียงเดียวกัน
ผู้ชำแหละไก่
ผู้ชำแหละไก่อาจมีความเสี่ยงจากการติดโรคจากสัตว์ จึงควรระมัดระวังขณะปฏิบัติงาน ดังนี้
1. ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย
2. ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวก ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ ๆ กัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้
3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัด ๆ นอกจากนั้นอาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1- 2 ครั้ง
4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่าย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที่ เพราะอาจเป็นโรคระบาด
5. ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่
6. ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
7. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก
ผู้ขนย้ายสัตว์ปีกควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ติดโรคจากสัตว์ และป้องกันการนำเชื้อจากฟาร์มหนึ่งไปยังแพร่ยังฟาร์มอื่น ๆ จึงควรเน้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. งดซื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีสัตว์ตายมากผิดปกติ
2. เมื่อขนส่งสัตว์เสร็จในแต่ละวัน ต้องรีบล้างทำความสะอาดรถให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก สำหรับกรงขังสัตว์ควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
3. ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
4. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมและเครื่องป้องกันร่างกาย ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่
เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ รวมทั้งผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการะบาด เป็นกลุ่มประชาชนที่เสี่ยงต่อการติดโรคจากสัตว์ ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์อื่น ๆ รวมทั้งนกทุกชนิด และสัตว์พาหะนำโรค เช่น หนู เป็นต้น เข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ให้ไก่ได้ นอกจากนั้นจะต้องรักษาความสะอาดในโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ และหากมีไก่ป่วยหรือตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที ต้องไม่นำไก่ป่วยหรือตายออกมาจำหน่าย และทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด เช่น อาจฝังให้ลึกแล้วราดน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว หรือนำไปเผา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อมาสู่สัตว์หรือคน
2. ผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด ไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องสัตว์ป่วย หรือซากสัตว์ที่ตาย
3. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ เสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
การป้องกันโรคให้แก่เด็ก
1. เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนก และหากติดเชื้อไข้หวัดนกมักป่วยรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีก มีสัตว์ตายมากผิดปกติ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด และเตือนไม่ให้เด็กอุ้มไก่หรือนก จับต้องซากสัตว์ที่ตาย และต้องฝึกสุขนิสัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องสัตว์
2. หากเด็กมีอาการป่วย สงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว โดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง เด็กจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2 ถึง 7 วัน ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการหอบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
คำแนะนำทั่วไปในการรักษาสุขภาพและพฤติกรรมอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อ
1. ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี โดยการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน รวมทั้งผักและผลไม้ งดบุหรี่และสุรา นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงอากาศเย็น ควรสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
2 หากมีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น เจ็บคอ ไอ เป็นต้น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที และแจ้งแพทย์ด้วยว่าทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือมีประวัติสัมผัสซากสัตว์
ข้อแนะนำขั้นตอนการล้างตลาดอย่างถูกหลักสุขาภิบาลในช่วงการเกิดโรคระบาด
1. ในบริเวณที่มีการระบาดของโรคติดต่อ ควรล้างตลาดอย่างถูกหลักสุขาภิบาลอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
2. กวาดหยากไย่ หรือ เศษสิ่งสกปรกที่ติดบน ฝาผนัง โคมไฟ พัดลม
3. เจ้าของแผงทำความสะอาดแผง และร่องระบายน้ำเสีย กวาดเศษขยะไปรวมทิ้งไว้ในบริเวณพักขยะ หรือในที่ที่จัดไว้ รวมทั้งกำจัดแมลงและสัตว์นำโรคที่อาศัยอยู่ในบริเวณตลาดด้วย
4. บนแผงหรือพื้นที่ที่คราบไขมันจับ ใช้น้ำผสมโซดาไปราดลงบนพื้นหรือแผง ทิ้งไว้นาน 15-30 นาที และใช้แปรงลวดถูช่วยในการขจัดคราบไขมัน ส่วนบริเวณอื่นใช้ผงซักฟอกช่วยในการล้างทำความสะอาด (โซดาไฟ ใช้ชนิด 96% ในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1/2 ปีป ในบริเวณที่ไขมันจับตัวหนา และ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1/2 ปีป ในบริเวณที่ไขมันน้อย)
5. ใช้น้ำสะอาดฉีดล้างบนแผง ทางเดิน ฝาผนังและกวาดล้างลงสู่ร่องระบายน้ำเสีย เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก โซดาไฟหรือผงซักฟอกให้หมด
6. ใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีน (ใช้ผงปูนคลอรีน 60% ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปีป) ใส่ลงในบัวรดน้ำ และรดบริเวณแผง ทางเดิน ร่องระบายน้ำเสียให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่น ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาวให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้เจือจาง แล้วราดบริเวณที่มีกลิ่นคาว โดยเฉพาะแผงขายสัตว์ปีก ควรฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนทุกวัน
7. บริเวณห้องน้ำ ห้องส้วม อ่างล้างมือ ที่ปัสสาวะ และก๊อกน้ำสาธารณะที่ใช้ในตลาด ต้องล้างทำความสะอาดโดยใช้ผงซักฟอกช่วยและล้างด้วยน้ำสะอาด
8. บริเวณที่พักขยะต้องเก็บรวบรวมขยะไปกำจัดให้หมด แล้วล้างทำความสะอาดและทำการฆ่าเชื้อ เช่นเดียวกับข้อ 6
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไข้หวัดนกที่ระบาดในเอเซีย
เมื่อปี 2004 ได้เกิดการระบาดของไข้หวัดนกชนิด H5N1ทำให้สัตว์เลี้ยงจำนวนมากมายเสียชีวิต รวมทั้คนจำนวนหนึ่ง ทำให้องค์การอนามัยโลกเกิดความสงสัยถึงการระบาดของเชื้อโรค แหล่งแพร่เชื้อโรค วิธีการติดต่อจากสัตว์สู่คน
เชื้อไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อในสายพันธ์ Avian influenza type A H5N1โดยมีนกป่าและเป็ดป่าเป็นภาหะของโรคสัตว์ป่าเหล่านี้จะมีความทนทานต่อโรค เมื่อสัตว์เลี้ยงเช่นไก่ได้รับก็เกิดการระบาดของโรคอย่างรวดเร็วทำให้สัตว์เลียงล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาเชื้อนี้จะไม่ติดต่อไปยังคนหรือสัตว์เลี้ยงอื่น
องค์การอนามัยโลกให้ความสนใจว่าการติดเชื้อมาจากการปนเปื้อนอาหารหรือไม่ จากการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่ามีการติดต่อทางอาหาร
เป็นพาหะที่สำคัญของโรค พบเชื้อไข้หวัดนกในเป็ดที่แช่เย็น แสดงว่าการแช่เย็นไม่ได้ฆ่าเชื้อหรือทำให้เชื้อลดลง แต่การทำอาหารให้สุกอุณหภูมิมากกว่า 70 องศาจะฆ่าเชื้อโรคได้
ไข้หวัดนกเริ่มระบาดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2546 และระบาดต่อเนื่องจนกระทั่งเดือน ตค.2547 การที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้อาจจะมีสาเหตุดังต่อไปนี้
1 ความรู้ของเจ้าหน้าที่มีน้อย
2. เนื่องจากประเทศไทยยังไม่เคยมีการระบาดของโรคทำให้เจ้าที่ไม่มีประสบการณ์
3. ละเลยเนื่องจากคาดไม่ถึงว่าโรคจะเรื้อรังและรุนแรง
4. ปกปิดเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า
5. ปกปิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
การที่ไม่ควบคุมการระบาดทั้งแต่เริ่มแรกทำให้เชื้อโรคกระจายไปทั่วประเทศจนกลายเป็นเชื้อประจำถิ่น(Endemic)จึงยากที่จะควบคุมเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นฮ่องกงซึ่งระบาดเมื่อปี 1997 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตไปหลายคน แต่ฮ่องกงก็ไม่มีการระบาดครั้งที่สองหรือต่อเนื่องเป็นปี สถานการณ์ขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อที่จะควบคุมโรคมิให้ระบาดจากคนไปสู่คน เรามาเรียนรู้โรคไข้หวัดนกกัน
เชื้อไข้หวัดใหญ่
- การติดเชื้อไข้หวัดนกในคน
- ทำไมต้องให้ความสนใจเชื้อไข้หวัดนกชนิด H5N1
- เชื้อไข้หวัดนกมีด้วยกันหลายสายพันธุ์แต่ให้ความสนใจเชื้อ H5N1เนื่องจาก
เชื้อนี้กลายพันธุ์ได้เก่ง และมีความสามารถรับพันธุกรรมจากไวรัสชนิดอื่นได้ง่าย
เชื้อนี้เมื่อเกิดโรคในคนทำให้เกิดอาการรุนแรง
ข้อที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือสัตว์ที่ไม่ตายจะยังคงแพร่เชื้อโรคอีก 10 วัน
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการกำจัดแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อโรคอย่างรวดเร็วจะป้องกันการระบาดครั้งใหญ่ของไวรัสสายพันธ์ใหม่เพราะจากสถิติพบว่าทุก100 ปีจะมีการระบาด 3-4 ครั้ง วิธีป้องกันการระบาดของไข้หวัดนกมีขั้นตอนดังนี้
1. ต้องกำจัดแหล่งติดเชื้ออย่างรีบด่วน
2. คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นคนงานที่ทำในฟาร์ม ควรจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดเพื่อป้องกันไม่ให้ไข้หวัดนกและไข้หวัดใหญ่มาเกิดในคนเคียวกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการกลายพันธ์
3.คนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องได้รับประทานยาต้านไวรัส
4.ผู้ที่ทำลายสัตว์ต้องสวมชุดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
อาการของการติดเชื้อไข้หวัดนกในคน
ระยะฟักตัวในคนสั้น ประมาณ 1 ถึง 3 วัน ในคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมีน้ำมูกไอและเจ็บคอบางครั้งพบว่ามีอาการตาแดงซึ่งจะหายเองได้ภายใน2ถึง7วัน หากมีอาการแทรกซ้อนจะมีอาการรุนแรงถึงปอดบวมและเกิดระบบหายใจล้มเหลว(Acute Respiratory Distress Syndrome)ได้ โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ
การวินิจฉัยไข้หวัดนก
เกณฑ์การวินิจฉัยไข้หวัดนกสำหรับผู้ที่นอนในโรงพยาบาล
1. ตรวจรังสีปอดพบว่ามีปอดบวม หรือมีอาการหายใจวาย
2. มีประวัติการไปแหล่งระบาดของไข้หวัดนก 10 วันนับตั้งแต่เกิดอาการ
ร่วมกับมีอาการดังต่อไปนี้
1. มีไข้มากกว่า 28 องศา และ
2. มีอาการทางเดินระบบหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ หายใจหอบ และ
3. ประวัติสัมผัสกับสัตว์ที่เป็นโรค หรือสัมผัสกับคนป่วยภายใน 10 วันก่อนเกิดอาการ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์
การตรวจสารคัดหลั่งด้วยวิธี PCR influenza type A ให้ผลบวก
การติดต่อของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจากสัตว์สู่คน
เชื้อไข้หวัดใหญ่ Influenza ได้มีการระบาดใหญ่[Pandemic]่มาแล้ว 4 ครั้งในปี คศ 1918[H1N1] ,1957[H2N2], 1968[H3N2],1977[H3N1] เชื่อในการระบาดทั่วโลกแต่ละครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงของตัวเชื้ออย่างมากที่เรียกทางการแพทย์ว่า Antigenic shift สำหรับการระบาดย่อยตามภูมิภาค(epidermic)จะมีการเปลี่ยนแปลงของตัวเชื่อไม่มากที่เรียกว่า antigenic drift เมื่อมีการระบาดย่อยหลายๆครั้งจะเกิดการระบาดใหญ่
วิธีการติดต่อ
การติดต่อไข้หวัดนกจากสัตว์สู่คนได้ 2 วิธี
1. ได้รับเชื้อจากสัตว์หรือสิ่งแวดล้อม เช่น
ได้รับสารคัดหลั่งเช่น น้ำลาย อุจาระจากนกที่ติดเชื้อ
การเคลื่อนย้ายของสัตว์ที่เป็นโรคจากเล้าหนึ่งไปยังอีกเล้าหนึ่ง
ปนเปื้อนจากอุปกรณ์การเลี้ยงเช่น รังสำหรับวางไข่ รางอาหาร เสื้อผ้าและรองเท้าคนเลี้ยง
ได้รับเชื้อจากนกที่อพยพ สัตว์ป่า ไก่ป่า
น้ำดื่มที่ปนเปื้อนอุจาระของสัตว์ที่เป็นโรค
แมลงจากกองขยะที่มีเชื้อโรค
การติดต่อทางอากาศหากนกใกล้ชิดกันมาก
2. การติดจากพาหะของโรคเช่นหมู
การกลายพันธุ์สามารถเกิดได้ในหมูหรือคนหากเกิดการติดเชื้อทั้งไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่พร้อมกันทำให้เชื้อไข้หวัดใหญ่มีการแลกเปลี่ยนทางพันธุกรรม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจหาตัวเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในคนเพื่อตรวจดูว่ามีการกลายพันธุ์หรือไม่
การป้องกันการติดเชื้อในคน
เชื้อไข้หวัดสามารถติดต่อทางเสมหะที่เกิดจากการไอ เนื่องจากเสมหะมีขนาดใหญ่ การติดต่อต้องอยู่ใกล้(น้อยกว่า 3 ฟุต) ดังนั้นหากเข้าใกล้ต้องใส่หน้ากาอนามัย
ป้องกันไม่ให้เสมหะเข้าปากหรือจมูกโดยการล้างมือบ่อยๆ
การป้องกันการระบาด
เจ้าหน้าที่ที่ทำลายสัตว์ เจ้าของฟาร์มที่มีการระบด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รักษาผู้ป่วยที่ติดไข้หวัดนกต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เพื่อป้องกันมิให้เชื้อไข้หวัดทั้งสองชนิดมีโอกาสเจอกัน
ต้องมีระบบคัดกรองผู้ที่สงสัยว่าจะเป็นไข้หวัดนก ออกจากผู้ป่วยอื่นทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน
ผู้ป่วยที่มีอาการไอหรือจาม ต้องใช้ tissue ปิดปากและจมูก
จัดให้มี alcohol สำหรับเช็ดมือ
แยกผู้ป่วยที่มีอาการไอออกจากผู้อื่นอย่างน้อย 3 ฟุต
การป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล
1. ต้องให้ผู้ป่วยนอนห้องแยก
2. หากต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกห้องต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง
3. ห้ามแพทย์หรือญาติที่เป็นหวัด เยี่ยมผู้ป่วย
4. หากจะเข้าใกล้ผู้ป่วยน้อยกว่า 3 ฟุตต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง
5. ผู้ที่จะเข้าไปดูแลผู้ป่วยต้องสวมถุงมือ เสื้อคลุมทุกครั้ง และถอดออกเมื่อออกนอกห้อง
6. ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยทุกครั้ง
คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับคนที่อาศัยในแหล่งที่มีการระบาดของไข้หวัดนก
คำแนะนำเกี่ยวกับการสัมผัสไก่ในบริเวณที่มีการระบาด
1. ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัส เป็นหรือสัตว์เลี้ยงอื่น เด็กๆไม่ควรอยู่ใกล้สัตว์หรืออุ้มสัตว์
2. อย่านำสัตว์เลี้ยงไม่ว่ามีชีวิตหรือตายไปบ้านอื่น
3. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคนหรือสัตว์เลี้ยงที่มีการตายของไก่ในฟาร์มหรือมีการทำลายไก่ในฟาร์ม
หากคุณเข้าในสิ่งแวดล้อมของฟาร์มที่มีไก่ตาย ให้ล้างมือให้สะอาดและคุณต้องวัดไข้เป็นเวลา 7 วัน หากมีไข้สูงให้พบแพทย์
4. หากคุณสัมผัสกับไก่ที่ตาย หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งให้ปรึกษาแพทย์ว่าต้องยารักษาหรือไม่
ที่มา : www.siamhealth.com
|
| เอกสารประกอบ | มีทั้งสิ้น 1 รายการ |
ประเภทเอกสาร : .doc | ขนาดเอกสาร : 63.00 KB (คลิ้กเพื่อรับเอกสารมาเก็บไว้ในเครื่องของท่าน) คำบรรยาย : |
|
|