| โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์ เอกสารประกอบการสอน สาระสุขศึกษาและพลศึกษา
หน่วยที่ 2 โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และเอดส์
กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง (Lymphogranuloma venereum)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นที่ ต่อมและท่อน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ หรือเรียกโรคนี้ว่า ฝีมะม่วง (bubo) โรคนี้มักจะเกิดในประเทศที่มีอากาศร้อนมากกว่าประเทศที่มีอากาศหนาว
สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ Chlamydia trachomatis มี 3 serotypes คือ L1,L2 และ L3
รูปร่างของเชื้อ
เป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างกลม ไม่เคลื่อนไหว ติดสีแกรมลบ เป็นเชื้ออาศัยอยู่ในเซลล์ มีการเจริญเติบโตของมันเอง โดยวิธีแบ่งตัวแบบ binary fission การเพาะเลี้ยงเชื้อต้องเลี้ยงใน Tissue culture เช่นใน McCoy cells หรือ HeLa cells
การติดต่อ โดยทางเพศสัมพันธ์
ระยะฟักตัว ประมาณ 3 30 วัน
อาการและอาการแสดง
เริ่มเป็นตุ่มหรือแผลเล็กๆ เกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศและหายไปได้เองภายใน 2 3 วัน ต่อมาต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะบวมโตเป็นก้อนฝีขนาดใหญ่และเจ็บมากอาจจะเป็นข้างเดียวหรืองสองข้างก็ได้ ขณะมีการอักเสบจะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว ปวดข้อและเบื่ออาหาร บางรายฝีอาจแตกเป็นรูมีหนองไหล กลายเป็นแผลเรื้อรัง โรคนี้อาจลุกลามไปที่ทวารหนักทำให้เกิดการอักเสบตีบตัน ถ่ายอุจจาระไม่ออก ต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
เชื้อราในช่องคลอด (Vaginal candidiasis)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Candida albicans
การติดต่อ จากการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย
อาการ
*ในผู้หญิง จะมีอาการคันมากน้อยต่างกันบางคนมีอาการปวดแสบ ปวดร้อน ระคายเคือง มีปัสสาวะขัดหรือบ่อยกว่าปกติ เจ็บในช่องคลอด ระหว่างร่วมเพศ อาจมีตกขาวใสๆ หรือขาวข้นเป็นก้อน อาการที่พบบ่อยที่สุด คือบริเวณปากช่องคลอด มีสีแดงจัด บางรายพบได้ที่ขาหนีบ ต้นขารอบทวารหนักและหัวเหน่า
*ในผู้ชาย มีอาการคันปวดแสบ ปวดร้อนหรือเจ็บที่อวัยวะเพศ บางครั้งมีเมือกสีขาวหรือมีหนองเล็กน้อยออกจาก ท่อปัสสาวะถุงอัณฑะ ขาหนีบอาจมีผื่นแดงเป็นขุย
พยาธิในช่องคลอด (Vaginal trichomoniasis)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อโปรโตซัวชื่อ Trichomonas vaginalis
การติดต่อ สัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย
อาการ
*ในผู้หญิง จะมีอาการตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น สีเหลืองแกมเขียว มีฟอง ระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ เจ็บปวดเวลาร่วมเพศ คัน แสบปากช่องคลอด
*ในผู้ชาย จะมีอาการเพียงเล็กน้อย มีของเหลวเป็นเมือกใสไหลออกมา หรือมีเมือกปนหนอง มีอาการคันหรือเจ็บในท่อปัสสาวะ
หนองในเทียม (Non-Specific Urethritis)
เป็นโรคที่พบได้บ่อยอาการคล้ายโรคหนองใน แต่ไม่ได้เกิดจากเชื้อหนองใน โรคหนองในเทียมมีสาเหตุเกิดจากเชื้อหลายชนิด ทำให้การวินิจฉัยโรคและการรักษาโรคต้องใช้เวลานาน ผู้ป่วยโรคหนองในเทียมอาการมักไม่รุนแรงเหมือนหนองในและบางส่วนผู้ป่วยจะไม่มีอาการจึงก่อให้เกิดปัญหาผู้ป่วยไม่มารับการตรวจรักษา ทำให้ยากแก่การควบคุมและป้องกันการแพร่กระจายของโรค
สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อหลายชนิดแต่ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Chlamydia trichomatis
รูปร่างของเชื้อ
เป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างกลม ไม่เคลื่อนไหว มีการเจริญเติบโตเฉพาะภายในเซลล์เท่านั้น ดังนั้นการเพาะเลี้ยงจึงจำเป็นต้องใช้เพาะเลี้ยงในเซลล์เนื้อเยื่อ ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในอาหารเลี้ยงเชื้อทั่วๆ ไปได้การแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเท่าตัว ย้อมสีไร้ท์หรือสีจิมซ่า ตัวเชื้อติดสีน้ำเงิน
การติดต่อ โดยทางเพศสัมพันธ์
ระยะฟักตัว ประมาณ 7 - 14 วัน แต่บางรายอาจจะนานถึง 1 เดือน
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยชาย อาการปัสสาวะแสบหรือขัดมีหนองไหล ลักษณะหนองมักเป็นมูกขุ่นๆ ไม่เป็นหนองข้นเหมือนโรคหนองใน หนองจะซึมออกเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะในช่วงเช้า ผู้ป่วยชายประมาณร้อยละ 30-40 อาจไม่มีอาการเลย ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเรื้อรังเป็นแรมปี ภาวะแทรกซ้อนเหมือนกับโรคหนองในแต่ความรุนแรงน้อยกว่า เช่น อาจทำให้ท่อปัสสาวะตีบ ต่อมลูกหมากโต และอัณฑะอักเสบ เป็นต้น
ผู้ป่วยหญิง ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง มีส่วนน้อยมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบปากมดลูกอักเสบหรือช่องคลอดอักเสบ มีอาการน้อยแต่เรื้อรัง สตรีพวกนี้จะมาพบแพทย์เพราะตกขาวให้เห็นรวมทั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อน ทำให้มดลูกหรือปากมดลูกอักเสบได้
กลากหรือสังคัง (Tinea cruris)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราพวก Dermatophyte
การติดต่อ สัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย โดยตรงหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
อาการ
เริ่มแรกจะเป็นตุ่มแดงๆ ที่ต้นขาหรือที่ขาหนีบแล้วลุกลามเป็นวงไปที่ต้นขาด้านในหรือที่หัวเหน่า ถุงอัณฑะ รอบทวารหนัก เป็นผื่น มีลักษณะแดง มีสะเก็ด และขอบชัดเจน มีอาการคัน
หูดหงอนไก่ (Condyloma acuminata)
สาเหตุ เกิดจาการติดเชื้อไวรัสชื่อ Human papilloma virus
ระยะฟักตัว ประมาณ 1 - 6 เดือน
การติดต่อ โดยการร่วมเพศและสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย
อาการ เป็นติ่งเนื้ออ่อนๆ สีชมพู คล้ายหงอนไก่ หูดชนิดนี้ชอบขึ้นตรงบริเวณที่อับชื้นและอุ่น
*ในผู้ชาย มักพบที่อวัยวะเพศ ส่วนที่อยู่ใต้หนังหุ้มปลายท่อปัสสาวะ อัณฑะ
*ในผู้หญิง พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก และฝีเย็บ หูดจะเริ่มจากขนาดเล็กๆ และโตขึ้นเรื่อยๆ การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ ทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่ป่วยเป็นโรคหูดหงอนไก่ ทารกจะติดเชื้อจากมารดาได้
โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลุ่มโรคที่เป็นแผลบริเวณอวัยวะเพศ เชื้อจะเข้าทางแผลหรือรอยถลอก ลักษณะขอบแผลจะนุ่ม (soft sore) เป็นแผลลึกสกปรก เมื่อถูกแผลจะเจ็บมาก มักจะมีหลาย แผล เชื้อจากแผลอาจจะลามไปตามท่อน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโต
สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ Haemophilus ducreyi
รูปร่างของเชื้อ เป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างเป็นแท่งสั้นและหนา หัวท้ายมน เรียงตัวเป็นแถวทั้งสั้นและยาว ดูคล้ายฝูงปลาว่ายตามกันไป เรียกว่า school of fish
การติดต่อ โดยทางเพศสัมพันธ์
ระยะฟักตัว ประมาณ 4 - 7 วัน
อาการและอาการแสดง
แผลครั้งแรกจะเป็นแผลเล็กที่อวัยวะเพศ คล้ายแผลเปื่อย พื้นแผลสกปรก ขอบยื่นและไม่เรียบ รอบแผลจะมีการอักเสบสีแดง ไม่แข็ง แต่เจ็บมาก มักจะมีหลาย แผลคนไข้บางรายจะมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบ ส่วนมากเป็นข้างเดียว ต่อมน้ำเหลืองจะเจ็บใหญ่ขึ้น ต่อไปจะนิ่มและเป็นหนอง เมื่อฝีแตกจะเป็นแผลใหญ่ลามต่อไป
*ในผู้ป่วยชาย มักจะพบแผลที่ใต้หนังหุ้มปลายหัวองคชาตและปากท่อปัสสาวะ
*ในผู้หญิง มักจะพบที่บริเวณด้านในของแคมใหญ่และเล็ก ปากท่อปัสสาวะอักเสบด้วย
หูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum)
สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อ Poxvirus
ระยะฟักตัว ประมาณ 1 สัปดาห์ ถึง 6 เดือน
การติดต่อ
ถ้าเป็นในวัยหนุ่มสาวติดโดยการสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย และเป็นในเด็กจะติดต่อกันได้โดยการสัมผัสทางผิวหนัง
อาการ
ระยะแรกจะเป็นตุ่ม ผิวเรียบ ขนาดเล็กมีสีขาวตรงกลางตุ่มมีรอยบุ๋ม จำนวนตุ่มที่เกิดขึ้นอาจมีมากหรือน้อยก็ได้ ถ้าใช้เข็มสะกิดหนังตรงกลางแล้วบีบดู จะได้เนื้อหูดสีขาวๆ ในเด็กมักเป็นที่หน้า ลำตัว แขนขา แต่ในผู้ใหญ่มักเป็นที่ท้องน้อย หัวเหน่า อวัยวะเพศและโคนขาด้านใน
หนองใน (Gonorrhoea)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อยโรคหนึ่ง มีระยะฟักตัวสั้นและแพร่กระจายได้รวดเร็วและยังก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้มากมาย เช่น การอักเสบในอุ้งเชิงกราน การตั้งครรภ์นอกมดลูก การเป็นหมัน เป็นต้น
สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ Neisseria gonorrhoeae
รูปร่างของเชื้อ เป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างค่อนข้างกลม อยู่กันเป็นคู่หันด้านเว้าเข้าหากัน ดูคล้ายเมล็ดกาแฟหรือเมล็ดถั่ว ย้อมสีแกรมติดสีแดง
การติดต่อ โดยทางเพศสัมพันธ์
ระยะฟักตัว ประมาณ 1 - 10 วัน ส่วนใหญ่ภายใน 5 วัน
อาการและอาการแสดง
* ในผู้ป่วยชาย จะมีอาการปัสสาวะแสบขัดและมีหนองขุ่นข้นไหลจากท่อปัสสาวะ ถ้าไม่ได้รับการรักษาโรคจะลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ต่อมลูกหมากอักเสบ อัณฑะอักเสบ เป็นต้น ซึ่งทำให้เป็นหมันได้
* ในผู้ป่วยหญิง จะมีอาการตกขาว กลิ่นเหม็น ปัสสาวะแสบขัดจากการอักเสบที่ท่อปัสสาวะและปากมดลูก ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องโรคก็จะลุกลามต่อไป ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ต่อมบาโธลินอักเสบ เป็นฝีบวมโต การอักเสบในอุ้งเชิงกราน ปีกมดลูกอักเสบ การอุดตันของท่อรังไข่ซึ่งทำให้เป็นหมันหรือตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
* ในทารกแรกเกิด เด็กเกิดใหม่อาจจะติดเชื้อหนองในจากมารดาได้ถ้ามารดาเป็นโรคนี้อยู่เชื้อโรคเข้าตาเด็ก ขณะเด็กคลอดผ่านทางช่องคลอด ทำให้ติดเชื้อเกิดอาการตาอักเสบมีหนอง หากรักษาไม่ทันจะทำให้เด็กตาบอดได้
ซิฟิลิส (Syphilis)
เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่มีอันตรายเป็นโรคติดต่อที่สามารถทำให้เกิดโรคแก่ระบบต่างๆ ของร่างกายได้หลายระบบ เช่น ซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด ซิฟิลิสระบบประสาท เป็นต้น นอกจากนี้มารดาที่เป็นโรคซิฟิลิสจะถ่ายทอดโรคสู่ทารกในครรภ์ได้เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด
สาเหตุของโรค เกิดจากเชื้อ Treponema pallidum
รูปร่างของเชื้อ
เป็นเชื้อแบคทีเรียรูปร่างเกลียวสว่าน ลักษณะบอบบาง หัวท้ายแหลม เกลียวสม่ำเสมอ ขนาดเกลียวเท่ากัน จำนวนเกลียวมี
6-14 เกลียว ยาว 6-15 ไมครอน ตรวจพบเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์พิิเศษ (darkfield microscopy)
การเคลื่อนไหวของเชื้อ
1. หมุนตัวควงสว่านตามแนวยาวของลำตัว มีความเร็วสม่ำเสมอ
2. เดินหน้าและถอยหลัง
3. โค้งงอลำตัว (angulation) โดยใช้กลางลำตัวเป็นจุดงอและดีดตัวกลับแบบสปริง
การติดต่อ
1. โดยการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคในระยะติดต่อ โดยเชื้อจะเข้าทางแผลที่ผิวหนัง รอยโรคที่ติดต่อง่ายคือแผลริมแข็งและผื่นในระยะที่ 2
2. มารดาที่เป็นซิฟิลิสจะถ่ายทอดโรคสู่ทารกในครรภ์ได้ซึ่งติดเชื้อก่อนเกิด(prenatal infection) แม่ที่ตั้งครรภ์เป็นซิฟิลิสจะปล่อยเชื้อผ่านรกไปยังเด็ก
3. ติดต่อโดยการรับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคซิฟิลิส
ระยะฟักตัว ประมาณ 10 - 90 วัน
อาการและอาการแสดง
1. ภายหลังจากได้รับเชื้อมาแล้วประมาณ 10-90 วัน จะมีแผลเกิดขึ้นที่อวัยวะสืบพันธ์และอาจจะเกิดที่อื่นๆ แผลส่วนมากจะเป็นแผลเดียว แต่บางครั้งอาจจะเป็นหลายๆ แผลลักษณะแผลจะขอบแข็งไม่เจ็บ แผลสะอาด ถ้าไม่ได้รับการรักษาแผลอาจจะหายไปเอง แต่โรคนี้ยังไม่หาย โรคจะค่อยๆ ดำเนินโรคต่อไป
2. เป็นระยะที่เชื้อเข้าต่อมน้ำเหลืองและอยู่ในเลือดกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้ผื่นเกิดขึ้นทั่วตัวและ ฝ่ามือ ฝ่าเท้าด้วย ผื่นนี้เรียกว่า "ออกดอก" เป็นผื่นไม่เจ็บ ไม่คัน คิ้วร่วง ผมร่วงทั่วไปหรือเป็นหย่อมๆ ต่อมน้ำเหลืองโต อาการเหล่านี้อาจจะหายเองได้แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย
3. โรคนี้จะสงบลงโดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลยเป็นเวลานานๆได้หลายปีแต่ถ้าไม่ได้รับการรักษา โรคก็จะค่อยๆลุกลามไปทำลายอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย เช่น หัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาท กระดูกทำให้พิการและตายได้
4. ซิฟิลิสแต่กำเนิด หญิงมีครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสแล้วไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจจะถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ได้ทำให้ทารกตายในครรภ์หรือตายหลังคลอด ทารกบางคนที่รอดชีวิตและเมื่อโตขึ้นอาจจะพบความผิดปกติได้คือ ดั้งจมูกยุบ เพดานปากโหว กระดูกหน้าแข้งโค้ง ฟันหน้าแหว่งเว้า แก้วตาอักเสบและตาอาจบอดได้ เส้นประสาทฝ่อ หูหนวก สมองเสื่อมเพราะเชื้อเข้าไปทำลายระบบประสาท
เริม (Herpes simplex virus)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes simplex virus
ระยะฟักตัว ประมาณ 4 - 7 วัน
การติดต่อ โดยการร่วมเพศและสัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย
อาการ
มักจะมีอาการแสบๆ คันๆ นำมาก่อนเล็กน้อย แล้วมีตุ่มน้ำใส ขึ้นอยู่เป็นกลุ่ม ต่อมาตุ่มนี้จะแตกเป็นสะเก็ด หายไปได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ บริเวณที่พบบ่อยได้แก่ ริมฝีปาก อวัยวะเพศชาย ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก อาจพบได้ที่ท่อปัสสาวะ เยื่อบุตา ฯลฯ
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการรุนแรงมาก ใช้เวลานานกว่าจะหาย ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคซ้ำๆ กันหลายครั้งอาการของโรคจะเป็นน้อยหายเร็ว ทารกที่คลอดผ่านทางช่องคลอดของมารดาที่ป่วยเป็นเริมทารกจะติดเชื้อจากมารดาได้
โลน (Pediculosis)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อ Phthirus pubis (crab louse)
ระยะฟักตัว ประมาณ 30 วัน
การติดต่อ สัมผัสทางเพศกับผู้ป่วย
อาการ
โลนลักษณะคล้ายเหา อาศัยตามรากขน ออกไข่ตามรากขน ชอบดูดเลือด ทำให้คันบริเวณหัวเหน่า รอบทวารหนัก หน้าอก ลำตัว รักแร้ ขนตา คิ้ว แต่ไม่พบที่ศีรษะ
หิด (Scabies)
สาเหตุ เกิดจากตัวไรชนิดหนึ่งชื่อ Sarcoptes scabiei
ระยะฟักตัว ประมาณ 2 6 สัปดาห์
การติดต่อ โดยการสัมผัสใกล้ชิดหรือสัมผัสทางเพศ
อาการ
จะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนอง คัน ขึ้นกระจายทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักจะพบที่ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม ก้น อวัยวะสืบพันธ์ ข้อเท้า ข้อเข่า หลังเท้า ผู้ป่วยมักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะตอนกลางคืน
โรคเอดส์ (AIDS - Acquired Immune Deficiency Syndrome)
โรคเอดส์ (AIDS ย่อมาจากคำว่า Acquired= เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่เป็นแต่กำเนิด, Immune=ภูมิคุ้มกัน, Deficiency= บกพร่องหรือเสียไป, Syndrome= กลุ่ม อาการหรือมีอาการได้หลาย ๆ อย่าง)
ดังนั้นโรคเอดส์จึงเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องไปซึ่งไม่ได้เป็นมาโดยกำเนิด
โรคเอดส์จัดเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงโรคหนึ่ง เพราะผู้ติดเชื้อเอดส์ทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาที่ไม่นานนัก ปัจจุบันยังไม่มียาใด ๆ ที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะใช้ป้องกันโรคเอดส์อย่างได้ผล
สาเหตุของโรค
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ได้ เรียกชื่อไวรัสนี้ว่า เอช-ไอ-วี HIV = Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานบกพร่องในคน)
ปัจจุบันพบว่าเชื้อเอช-ไอ-วี มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่พบในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ B ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเกย์ และคนที่ติดยาเสพติด กับสายพันธุ์ E หรือ A/E ซึ่งแพร่ระบาดในคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง สายพันธุ์ที่ต่างกันมีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนที่จะใช้กับกลุ่มคนหรือประเทศที่ต่างกัน และอาจมีความสำคัญในการทดสอบตรวจหาเชื้อ ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้น้ำยาที่ใช้กับสายพันธุ์นั้นๆ โดยเฉพาะ
ระยะฟักตัวของเชื้อ
เมื่อไวรัสเอดส์เข้าสู่ร่างกายคนเรา จะมีระยะฟักตัว เพื่อเพิ่มจำนวนไวรัส ระยะหนึ่งก่อนเกิดอาการต่าง ๆ ผู้ติดเชื้อบางคนมีอาการของโรคเอดส์ภายใน 2-3 ปี แต่บางคนก็อยู่ได้นานนับ 10 ปี หรือมากกว่านั้น โดยเข้าไปแพร่จำนวนในเม็ดเลือดขาว แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ ถูกทำลายไปด้วย จึงเป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อเอดส์ไม่สามารถป้องกันตนเองจากเชื้อโรค ซึ่งไม่ทำให้เกิดโรคในคนปกติได้ เชื่อกันว่าผู้ติดเชื้อไวรัสเอดส์ทุกคนจะกลายเป็นโรคเอดส์ในโอกาสต่อไป
ไวรัสเอดส์ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?
ไวรัสเอดส์(HIV) มีสายพันธุกรรมหรือยีนส์ เป็นอาร์-เอ็น-เอ (RNA) อัดแน่นอยู่ในแกนกลาง ซึ่งจะถูกห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่งด้วยเปลือกนอกซึ่งมีปุ่มยื่นออกมาภายนอก ปุ่มนี้จะไปเกาะติดกับเซลส์ของร่างกายที่ไวรัสเอดส์จะบุกรุกเข้าไป เมื่อเกาะได้แล้ว ไวรัสเอดส์จึงจะเข้าสู่เซลล์ของร่ายกายได้ โดยถอดเปลือกนอกออก เอาแต่สายพันธุกรรมหรืออาร์-เอ็น-เอ ของไวรัสเข้าไปในเซลล์ เมื่อเข้าไปภายในเซลล์ ไวรัสเอดส์จะเปลี่ยนสายพันธุกรรมของมันจาก อาร์-เอ็น-เอ ให้กลายเป็น ดี-เอ็น-เอ ซึ่งจะสามารถสอดแทรกเข้าไปในสายพันธุกรรมของเซลล์ร่างกายซึ่งเป็น ดี-เอ็น-เอได้ เมื่อสอดแทรกเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เวลาเซลล์ของร่างกายแบ่งตัวก็จะมีสายพันธุกรรมชนิด ดี-เอ็น-เอของไวรัสแบ่งตัวตามเข้าไปอยู่ในเซลล์ใหม่ด้วย ทำให้ไวรัสเอดส์ถูกกำจัดให้หมดจากร่างกายได้ยาก ในขณะเดียวกัน
ไวรัสเอดส์ในเซลล์ก็สามารถแบ่งตัวได้ด้วย โดยเปลี่ยนสายพันธุกรรมกลับมาเป็น อาร์-เอ็น-เอ และสร้างโปรตีนมาเป็นเปลือกห่อหุ้ม
ตัวแล้วแตกตัวออกจากเซลล์ที่อาศัยอยู่เดิม ไปบุกรุกเซลล์อื่นต่อไป โดยเซลล์เดิมอาจถูกทำลายหรือตายได้
เซลล์ของร่างกายคนที่สามารถถูกไวรัสเอดส์บุกรุกเข้าไปได้ส่วนใหญ่ จะเป็นเซลล์ที่มี CD4 อยู่บนผิวเซลล์ ที่สำคัญได้แก่เม็ดโลหิตขาวชนิดลิมโฟซัยท์(Lymphocyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก ที-ลิม-โฟ-ซัยท์ ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้หรือกำจัดจุลชีพง่ายๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และกำจัดเซลล์มะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากจุลชีพจำพวกฉกฉวยโอกาสเหล่านี้ได้ง่าย และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่าย ซึ่งก็เป็นกลุ่มอาการของโรคเอดส์นั่นเอง
การติดต่อ
ไวรัสเอดส์ พบได้ในปริมาณสูงในเลือด, น้ำอสุจิ, น้ำหลั่งในช่องคลอด และน้ำหลั่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย เช่น น้ำไขสันหลัง, น้ำในช่องปอด, น้ำในช่องท้อง, น้ำในช่องเยื่อหัวใจ นอกจากนี้ไวรัสเอดส์ยังพบได้อีกแต่ ในปริมาณน้อยในสิ่งเหล่านี้ เช่น น้ำนม,
น้ำมูก, น้ำตา, น้ำลาย, เสมหะ. เหงื่อ, อุจจาระและปัสสาวะ
จากการศึกษาของกองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ผู้ป่วยเอดส์ที่เสียชีวิตตั้งแต่ กันยายน 2527 - สิงหาคม 2538 ทั้งหมด 6,783 ราย 75.63% ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์, 8.27% ติดเชื้อจากการฉีดยาเสพติดเข้าเส้น, 7.81% ติดเชื้อจากมารดา, 0.13% ติดเชื้อจากการให้เลือด และ 8.15% ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
ดังนั้นไวรัสเอดส์ติดต่อโดย
1. การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อไวรัสเอดส์
2. การใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกับผู้มีเชื้อไวรัสเอดส์ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดโดยการฉีดยาเข้าเส้นเลือด
3. การรับเลือดที่มีเชื้อเอดส์เข้าไป เช่นโดยการถ่ายเลือด แต่เลือดที่ให้กันในประเทศไทยปัจจุบัน ได้รับการตรวจเอดส์อย่างดีแล้ว โอกาสติดเอดส์จึงมีน้อยมาก
4. ทารกติดเชื้อไวรัสเอดส์จากมารดาซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือระหว่างคลอด หรือดื่มนมมารดาที่มีเชื้อ
ไวรัสเอดส์
5. การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการผสมเทียม ถ้าอวัยวะหรือน้ำอสุจิที่นำมาให้กับคนไข้มาจากคนที่มีเชื้อเอดส์อยู่ เนื่องจากมีการปนเปื้อนด้วยเลือดหรือเม็ดโลหิตขาวที่มีเชื้ออยู่
6. การถูกเข็มหรือของมีคมที่เปื้อนเลือดเอดส์ตำ เช่น การที่บุคลากรทางการแพทย์ถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำ การสัก การฝังเข็ม การเจาะรูตุ้มหู รวมตลอดจนถึงการเสริมสวยที่ใช้ของมีคม ซึ่งไม่สะอาด แต่โอกาสติดเอดส์จากวิธีเหล่านี้มีน้อยมากคือ น้อยกว่า 0.5%
โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด ?
แม้ว่าโรคเอดส์ จะเป็นโรคอันตรายร้ายแรงก็ตาม แต่เชื้อไวรัสเอดส์จะไม่ติดต่อ
(1) โดยผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เสมหะ ปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ แม้ว่าอาจพบเชื้อโรคเอดส์ในน้ำคัดหลั่งเหล่านี้ได้ก็ตาม แต่ปริมาณเชื้อมีไม่มาก และโอกาสที่ผู้รับจะมีบาดแผลให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายเลยมีน้อย โอกาสจะติดจึงยาก
ดังนั้นการพูดจา การร่วมรับประทานอาหาร การทำงานใกล้ชิด การจับเนื้อต้องตัว การพยาบาล การใช้แก้วน้ำ การใช้ส้วมหรือสระว่ายน้ำร่วมกับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์จึงไม่เป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์
(2) เชื้อไวรัสเอดส์จะไม่ติดต่อโดยผ่านแมลง เช่น ยุงหรือหมัด ยุงไม่นำโรคเอดส์ แม้ว่าจะพบเชื้อโรคในตัวยุงได้ถ้ายุงไปกัดคนที่เป็นเอดส์ แต่เชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงไม่แบ่งตัว โดยจะอยู่ในตัวยุงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป เลือดผู้ป่วยที่เปื้อนอยู่ที่ปากยุงก็มีไม่มาก และอาจถูกทำลายโดยน้ำย่อยที่อยู่ในน้ำลายยุง ดังนั้นผู้ป่วยโรคเอดส์ จึงสามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมอย่างปกติ
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอดส์
1. งดการสำส่อนทางเพศ
2. หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่คู่ครองของตนเอง ต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
3. สตรีติดเชื้อไวรัสเอดส์ ควรขอคำแนะนำก่อนการตั้งครรภ์
4. หลีกเลี่ยงการรับเลือดโดยไม่จำเป็น หากมีความจำเป็นต้องเป็นเลือดที่ผ่านการทดสอบว่าปราศจากเชื้อไวรัสเอดส์แล้วเท่านั้น และจะปลอดภัยยิ่งขึ้น หากได้รับเลือดจากผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติสำส่อนทางเพศ หรือติดยาเสพติด
5. หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน รวมทั้งการฝังเข็ม และเจาะหู สักยันต์
อาการของโรค
เนื่องจากไวรัสเอดส์ มิได้ทำให้เกิดโรคกับคนโดยตรง แต่เป็นตัวทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับไวรัสเอดส์ บกพร่องเสียหายไป อาการของผู้ป่วยเอดส์จึงไม่มีอาการเฉพาะที่จะบอกได้ว่าเป็นโรคเอดส์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อโรค ที่ฉวยโอกาสทำให้เกิดโรคในผู้รับเชื้อไวรัสเอดส์นั้นเป็นเชื้ออะไร ดังนั้นผู้ป่วยเอดส์จึงมีอาการได้มากมายหลายระบบ เช่น ไข้ ผื่นขึ้นตามตัว
ผิวหนังอักเสบ มีการลุกลามของโรคเริม ปอดอักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ผอมลงและน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือมะเร็งบางชนิด อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างก็ได้
อาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค
ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร
ภายใน 2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา ราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลย
ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็น
ไข้เรื้อรัง น้ำหนักลด หรือท้องเสียเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก, งูสวัด, เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง
ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์
เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อย ๆ และเป็นมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น
ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้น ส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไหว หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10-20 ปี และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้
จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์ ?
การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือไม่
หลักการของการตรวจเลือดเอดส์ก็คือการดูว่าในเลือดมีแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่ทำปฎิกิริยากับไวรัสเอดส์หรือไม่ ถ้ามีก็จะทำให้น้ำยาที่ใช้ทดสอบเปลี่ยนสี
นอกจากจะใช้เลือดในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์แล้วยังสามารถใช้น้ำลายและปัสสาวะได้ด้วย
โรคเอดส์รักษากันได้อย่างไร ?
การรักษาโรคเอดส์แบ่งได้เป็น 4 ขั้นตอน
(1) การรักษาและป้องกันโรคแทรกซ้อน
ได้แก่โรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาส มะเร็ง และอาการอื่นๆ เช่น ไข้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โรคหรืออาการบางอย่างก็มียารักษา บางอย่างก็ไม่มียารักษาหรือรักษาไม่หายขาด ในปัจจุบันมีการให้ยาป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนหลายอย่างๆ เมื่อระดับภูมิคุ้มกันลดลงมาถึงระดับหนึ่ง และก่อนที่จะเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนขึ้นมาจริง ๆ พบว่าสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไป
(2) การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์
การรักษาที่มุ่งกำจัดไวรัสเอดส์ ในปัจจุบัน ยังไม่มียาที่ได้ผลแน่นอนในการฆ่าทำลายไวรัสเอดส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ไวรัสที่หลบอยู่ในเซลล์ เม็ดโลหิตขาว จะมีก็แต่ยาที่ไปหยุดยั้งการแบ่งตัวของไวรัสเอดส์ เช่น ยาไซโดวูดีน(Zidovudine, หรือ เอ-แซด-ที AZT) ยาเหล่านี้สามารถยืดชีวิตคนไข้เอดส์ออกไปได้ เป็นโรคติดเชื้อแทรกซ้อนน้อยลง น้ำหนักเพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถกลับไปทำงานได้ ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาจึงนิยมที่จะให้ยาต้าน ไวรัสเอดส์แก่ผู้ติดเชื้อตั้งแต่ระยะต้นๆ และให้ยา 3 ตัวพร้อมกันเพื่อให้มีฤทธิ์ในการลดปริมาณไวรัสเอดส์สูงสุด แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะต้องสูงขึ้น เพราะต้องใช้ยาหลายตัว และต้องใช้ยานานขึ้นเพราะเริ่มใช้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอาการ
การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากแม่ไปสู่ลูก
เป็นที่ทราบกันมา 6-7 ปี แล้วว่ายาต้านไวรัสเอดส์สามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกได้ เช่นถ้าให้ เอ-แซด-ที อย่างเดียวแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่ครรภ์ได้14 สัปดาห์ จนถึงเด็กคลอดออกมาและให้ยาแก่เด็กต่ออีก 6 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดการถ่ายทอดเอดส์จากแม่สู่ลูกลงได้ 2 ใน 3 กล่าวคือถ้าไม่ให้ยาอะไรเลย ลูกจะติดเอดส์จากแม่ประมาณร้อย 25 ถ้าแม่และลูกได้ยา เอ-แซด-ที ในกำหนดดังกล่าว พร้อมกับการงดการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ลูกจะติดเอดส์จากแม่เพียงร้อยละ 8
(3) การรักษาที่มุ่งเสริมหรือกระตุ้นภูมิต้านทานที่เสียไป
ในปัจจุบันมีการทดลองยาหลายตัวในกลุ่มนี้ เช่น อินเตอร์ลุยคินทู (IL-2) และวัคซีนโรคเอดส์ เป็นต้น เป็นที่คาดว่าถ้าให้ยาในกลุ่มนี้ร่วมไปกับยาต้านไวรัสเอดส์ น่าจะได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด
(4) การรักษาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วย
ได้แก่การให้คำปรึกษาแนะนำ กำลังใจ การสงเคราะห์ด้านอาชีพ การรักษาเพื่อให้เลิกใช้ยาเสพติดตลอดจนถึงการให้การรักษาอาการทางจิตที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกดดันหลายๆ ด้าน
สมุนไพรรักษาโรคเอดส์ได้ผลจริงหรือไม่ ?
จากรายงาน พบว่ามีสมุนไพรบางอย่างที่รับประทานแล้วกระตุ้นให้ภูมิต้านทานดีขึ้น น้ำหนักขึ้น ท้องเสียดีขึ้น ผื่นคันลดลง ฯลฯ ส่วนการที่จะมีสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการต้านไวรัสเอดส์ก็อาจเป็นไปได้ แต่คงต้องการขบวนการอีกมาก และอีกยาวนานที่จะพิสูจน์ว่าได้ผลเพียงใด
วัคซีนเอดส์มีความก้าวหน้าเพียงใด ?
การทดสอบวัคซีนเอดส์ครั้งแรกในประเทศไทย ทำโดยคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการโรคเอดส์
สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2537 โดยใช้วัคซีนสังเคราะห์ของบริษัท UBI ฉีดให้กับอาสาสมัครที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์จำนวน 30 คน โครงการนี้ได้สิ้นสุดแล้วตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2538 ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนปลอดภัย 100 % และเกือบร้อยละ 90 ของอาสาสมัครมีภูมิต้านทานเกิดขึ้น การพัฒนาต่อไปคือการทำให้ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นมีระดับที่สูงอยู่ในร่างกายไปได้นาน ๆ และสามารถทำปฏิกิริยาได้กับเชื้อเอดส์ ทุกสายพันธุ์ที่ระบาดอยู่ เมื่อได้วัคซีนที่เชื่อว่าดีแน่ จึงจะมีการนำไปทดสอบประสิทธิภาพต่อไป การทดสอบวัคซีนเอดส์ของสภากาชาดไทยเป็นการสร้างการรับรู้ และการยอมรับในสังคมไทย เปิดทางให้มีการศึกษาทดสอบวัคซีนเอดส์อื่น ๆ อีกหลายตัวในระยะเวลาต่อมา ซึ่งหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้าควรจะมีวัคซีนเอดส์ออกมาใช้ได้ในบ้านเรา
-----------------------------------------------------------------------
|
|
|